ชาวบ้าน ที่ไม่อยากโดนแบบนี้ ลองฟังกันดูนะครับ ก็แค่ทำให้ท่านเห็นว่า ร้านใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำดีเสมอไป ผมพูดจริง จากใน คลิปเสียง เปลี่ยน เพียง Battery CMOS ตามภาพ เท่านั้นเอง คิดราคา 1200 บาท ผม ก็คนทำไร่ ทำสวน 1200 เยอะเหมือนกันนะครับ ทั้งๆ ที่ Battery CMOS ก้อนละ 15-30 บาท เอง นี่ขนาดเป็นร้านต่างจังหวัดนะครับ คิดกัน ไม่เห็นใจลูกค้ากันเลย

หน้า: 1    ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: นาว ทิสานาฏ ศรศึก  (อ่าน 4222 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
*
*
ซ่อมคอมพิวเตอร์
คะแนนน้ำใจ: 39
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย  Age: 19  Thailand
Level 8 : Exp 48%
* ** *
HP: 0.1%
* ** *
PD: 0.107
* ** *
Login Time : 18:33
Total Posts : 112
Total Topic : 72

เว็บไซต์
« เมื่อ: 24 กันยายน 2554, 08:39:45 »




 ประวัติ

       ชื่อ ทิสานาฏ ศรศึก

       ชื่อเล่น นาว

       คติ : คิดก่อนทำ


       ผลงาน

       มิวสิกวิดีโอ : เพลง กันเอง ของ กันThe star 6, เพลง ไม่อยากได้ยินเสียงเธอ ของ สิงโต ,เพลง เสียงลมหายใจ ของ ปราโมทย์ วิเลปะนะ

       ภาพยนตร์ : เรื่อง เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก

หากพูดถึงเรื่องการร่ายรำในแบบนาฏศิลป์ไทย ในยุคนี้อาจจะหายไปจากใจวัยรุ่นหลายๆ คน ทว่าสำหรับสาวน้อยหน้าหวาน สไตล์ไทยแท้ นัยน์ตาคม ผมยาว พูดจาฉะฉาน อย่าง “ทิสานาฎ ศรศึก” หรือ“นาว” เธอบอกว่าเธอเรียนร่ายรำ นาฏศิลป์ไทยมาตั้งแต่ยังเด็ก จนทำให้เธอหลงรักและกลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอ
      
        หลายคนคงคุ้นเคยกับหน้าตาของนาวมาบ้างแล้วทั้งมิวสิกวิดีโอเพลง “กันเอง” ของ กันเดอะสตาร์ และภาพยนตร์เรื่อง “เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก” กับบทบาทของนักเรียนนาฏศิลป์ ถ่ายทอดเรื่องราวความรักระหว่างวัยเรียน โดยบทภาพยนตร์ดังกล่าวเอ่ยถึงเรื่องราวความรักที่เคยเกิดขึ้นกับเธอในช่วงการเรียนนาฏศิลป์อีกด้วย
      
       จากบทบาทดังกล่าวทำให้หลายคนเริ่มอยากรู้จักและให้ความสนใจมากขึ้น รวมถึงตัวตนในการชอบเรียนนาฏศิลป์ของเธอที่ใครๆ ต่างก็สงสัยว่าเหตุอันใดที่ทำให้เธอหลงรักการเรียนนาฏศิลป์ ศิลปวัฒนธธรมไทย อย่างที่วัยรุ่นสมัยนี้ได้เลือนหายไป

 
      
        ชีวิตเด็กนาฏศิลป์
      
       การเริ่มต้นเรียนนาฏศิลป์ของนาว เริ่มตั้งแต่เธอยังอายุ 8 ขวบ โดยมีคุณแม่เป็นผู้คอยสนับสนุนให้เธอได้เรียนและทำกิจกรรมของโรงเรียนมาโดยตลอด จนกระทั่งทุกวันนี้การเรียนนาฏศิลป์จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอหลงรักในการร่ายรำ และต่อยอดมาจนถึงการเรียนวิทยาลัยนาฏศิลป์อีกด้วย
      
       “หนูเริ่มเรียนมาตั้งแต่ 8 ขวบค่ะ ตอนแรกก็คิดนะค่ะว่าแม่ให้เราเรียนทำไม เพราะนาวเองเป็นคนขี้เกียจ ไม่อยากเรียน แต่ตอนเด็กๆ เป็นเด็กรำดี ทำกิจกรรมของโรงเรียน แต่นาวไม่ค่อยชอบกล้าแสดงออกเท่าไหร่ กลัวเพื่อนๆ จะคิดอะไรหรือเข้าใจผิดเราด้วย”
      
       การเรียนรำตั้งแต่ยังเด็กทำให้ทุกวันนี้เธอหลงรักและตั้งใจที่จะเรียนทางด้านนาฏศิลป์มาโดยตลอด นาวเล่าถึงชีวิตการเรียนรำให้ฟังตั้งแต่เริ่มต้นว่า ตอนที่เธอจบชั้นประถมศึกษาการเรียนรำอาจจะเป็นแค่กิจกรรมงานอดิเรกยามว่างของเธอ แต่เมื่อต้องตัดสินใจเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาคุณแม่จึงมองเห็นความสามารถและผลักดันให้นาวได้เรียนนาฏศิลป์


      
       “ตอนแรกพอจบ ป.6 แม่อยากให้เรียนรำเราก็เรียน แล้วตอนนั้นเราก็ยังไม่มีความคิดเป็นของตัวเองเลยค่ะ ยังเด็ก ไม่เหมือนตอนจบ ม.6 ที่เราต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งตอนนี้หนูก็รู้แล้วว่าเราชอบเรียนอะไร พอเรียนต่อ ม.1 แม่เขาเห็นว่าหนูชอบทางนี้ด้วยก็เลยให้นาวเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ตอนเรียนแรกๆ เราก็ยังไม่ชอบ เพิ่งจะมารู้สึกว่ารักนาฏศิลปฺก็ตอนอยู่ ม.3 ค่ะ เพราะเห็นรุ่นพี่และครูรำ คิดว่าเป็นศาสตร์ที่สวยงาม แล้วหนูก็ชอบด้วย เลยทำให้รู้สึกรักนาฏศิลป์มากขึ้นค่ะ”
      
       การเรียนรำทำให้นาวต้องกลายเป็นเด็กกิจจกรรมที่ต้องเรียนและมีงานแสดงร่ายรำตามเวทีต่างๆ อยู่บ่อยครั้ง เธออธิบายถึงการแบ่งช่วงเวลาในการเรียนและออกงานว่า การเรียนนาฏศิลป์นั้นในจะแบ่งออกเป็นสองช่วง คือช่วงเช้าทุกคนจะได้เรียนวิชาตามที่สายสามัญได้เรียนกัน แต่พอช่วงบ่าย ทุกคนจะต้องเรียนรำ ซึ่งบางครั้งจะต้องมีออกงานบ้าง
      
       “ตอนเช้าเรียนธรรมดา ตอนบ่ายเรียนรำ ก็จะมีเวลาไปออกงานโรงเรียนด้วย ก็สะดวกค่ะ เวลาไปรำงานโรงเรียนเค้าก็ให้เราหยุดไปออกงาน ให้เวลาเรียนเราด้วยค่ะ คือมันสะดวกตรงนี้ค่ะ โรงเรียนแบ่งเวลาให้เราเลย ไม่เสียการเรียนค่ะ”
      
       การเรียนร่ายรำ จะมีการแบ่งออกเป็นตัวพระและตัวนาง สำหรับสาวหน้าตาไทยๆ อย่างเธอ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับบทเป็นตัวพระ ที่นาวเองก็ให้เหตุผลเอาไว้ว่าที่ได้เล่นเป็นตัวพระนั้นเนื่องจาก หน้าของเธอยาวๆ และตัวสูง ซึ่งจะเป็นบุคลิกของตัวพระ ส่วนตัวนางนั้น จะต้องมีรู้ปหน้ากลม ตัวเล็กๆ ในบางครั้งก็อาจจะสลับสับเปลี่ยนกับเพื่อนในบทบาทการเป็นตัวพระ-นางบ้างตามสถานการณ์
      
       “เคยลองรำเป็นตัวนาง คือโรงเรียนเค้าจะให้ลองเปลี่ยนเป็นตัวพระนางบ้าง บางทีก็รำเข้าคู่กัน สองตัวนี้ต่างกันที่ความทะมัดทะแมงค่ะ อย่างตัวนางจะอ่อนช้อย อย่างตัวพระจะดูเท่ ดูแข็งแรง มันอยู่ที่ท่ารำของเราด้วยค่ะว่าบุคลิกเราจะรำออกมาแนวไหน”


      
      
        รักที่จะเรียนรำ
      
       ในช่วงนี้ นาวเองอยู่ในช่วงที่กำลังศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา เด็กที่มีความสามารถอย่างเธอ สามารถสอบเรียนต่อที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้คะแนนททางด้านความสามารถในการรำสูงถึง 94 คะแนน ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของปีแต่ด้วยบางเหตุผลจึงทำให้เธอไม่ไปสอบสัมภาษณ์ และเลือกที่จะเรียนต่อทางด้านนาฏศิลป์ระดับอุดมศึกษาที่ วิทยาลัยนาฏศิลป์ บัณฑิตพัฒนศิลป์
      
       “ถามว่าจะเรียนรำตลอดเลยมั้ย ก็เพราะนาวคิดว่าตัวเองชอบทางด้านนนี้ค่ะ ตอนแรกนาวไปสอบที่จุฬาฯมาเหมือนกันนะค่ะ ได้คะแนนสูงสุด แต่นาวไม่อยากเข้าอ่ะ อยากเรียนที่เดิมมากกว่า นาวไม่รู้ว่าคนอื่นคิดยังไง แต่สำหรับนาวเอง นาวไม่ได้ไปสอบสัมภาษณ์ค่ะ แต่เพื่อนนาวที่ไปสอบด้วยกันก็สอบติดนะค่ะ เพื่อนก็เลือกอยู่ว่าจะเรียนที่เดิมหรือที่จุฬาฯ แล้วเพื่อนนาวก็เลือกเรียนที่เดิมดีกว่าค่ะ ก็คงคิดว่าถ้าจะเรียนนาฏศิลป์จริงๆ ก็คิดว่าจุฬาก็ดีมีดีกรีนะค่ะ แต่ความรู้เรื่องรำไทยนาฏศิลป์คงไม่เท่าที่เดิมค่ะ ถ้าหนูจะเรียนที่จุฬาฯ หนูก็คงเลือกเรียนคณะอื่นมากกว่า”
      
       แม้ว่าการเรียนนาฏศิลป์ในยุคนี้จะดูแตกต่างจากเด็กวัยรุ่นทั่วไป และหลายครั้งที่เธอเองบอกใครต่อใครว่าเธอเรียนนาฏศิลป์ ทุกคนต่างก็แปลกใจและคิดว่าเธอเลือกเรียนไม่เหมือนเพื่อนๆในวัยเดียวกัน
      
       “หนูคิดว่าไม่แปลกนะค่ะ แต่คนอื่นอาจจะคิดว่าหนูแปลก ว่าทำไมหนูมาเรียนรำ อย่างที่หนูไปเล่นหนัง เขาก็คิดว่าหนูแปลกที่สุดเพราะว่าหนูเป็นเด็กเรียนรำ พี่ๆ คนอื่นก็เรียนนิเทศศาสตร์ หรืออะไรไป แต่มันคงหาได้น้อยมากที่จะเรียนรำไทยในสมัยนี้ค่ะ”


      
        ปลื้มเคยตามเสด็จฯ แสดงรำที่ประเทศจีน
      
       ประสบการณ์ในการออกงานแสดงโชว์ความอ่อนช้อยงดงาม ในแบบของนาฏศิลป์ไทย ทำให้เธอได้มีประสบการณ์ในการแสดงหลากหลายครั้ง แม้ว่าการออกงานครั้งแรกจะไม่ใช่งานที่ใหญ่มากแต่ทำให้เธอตื่นเต้นมาก
      
       “ตอนรำไปแสดงครั้งแรกเป็นงาน ไม่ได้งานใหญ่มาก เป็นงานเล็กๆ เนี่ยแหละค่ะ แต่ว่าตื่นเต้นมาก คือเราเข้าไปในงาน ตอนนั้นเราอยู่ ม.1 แล้วมีรุ่นพี่ไปด้วย เขาก็แต่หน้าทำผมกันเองนะค่ะ เราก็ทำอะไรไม่เป็นเลย เราก็มารอให้พี่เขาแต่งหน้าให้ กลัวครูมากกลัวว่าเราจะทำอะไรช้า จากนั้นก็เริ่มฝึกการแต่งหน้าทำผมเองอ่ะค่ะว่าทำไง พอเราช้าครูก็จะบ่น จะด่าเราทำช้าค่ะ มันต้องฝึกเอง แล้วค่อยๆ เป็นไปเรื่อยบๆ เหมือนเราก็ต้องใช้ประสบการณ์ในการออกงานมาเรื่อยๆ ค่ะ ตดอนนี้ก็ทำอะไรเองหมดเลย”
      
       “หนูออกงานโรงเรียนเยอะมาก ไปจีน งานเกษียณ เหมือนเค้าก็จ้างโรงเรียนไปอีกที ไปรำที่จีนก็ตื่นเต้นค่ะ เพราะได้ตามเสด็จฯ ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ด้วยค่ะ ก็ตื่นเต้นมาก เพราะหนูไม่เคยไปต่างประเทศเลย ความใฝ่ตอนเข้ามา ม.1 คือเราอยากไปต่างประเทศกับโรงเรียน ไปรำต่างประเทศ พอได้ไปก็รู้สึกดีใจ ตอนนั้นไปรำหลายชุดมาก พอรำชุดนี้เสร็จก็ต้องเข้าไปหลังเวทีเพื่อเปลี่ยนชุดแล้วก็ออกมารำต่อ คือมันต้องวนๆๆ กันออกไป เร็วมาก นักแสดงมันไม่พอค่ะ ไปกัน 20-30 คน ต้องทำชุดใหญ่เพราะเวทีที่นั้นใหญ่มากค่ะ ครูก็ต้องมาช่วยกันแกะๆ ออกให้หมด ปรับตัวยากนะค่ะ กว่าจะทำอะไรทุกอย่างเองได้หมด มันต้องมีเพื่อนสนิทที่ต้องเป็นบัดดี้อยู่ด้วยกันตลอดเวลารำ เพราะไม่งั้นไปคนเดียวมันเหงา ถ้าเกิดทำอะไรไม่เป็นจะเหงามากค่ะ ถ้ามีเพื่อนไปก็จะดีค่ะ”


      
      
        ความรักที่ถูกถ่ายทอดผ่าน “ภาพยนตร์”
      
       เรื่องราวการเรียนนาฏศิลป์ทำให้เรื่องราวของเธอน่าสนใจมากยิ่งขึ้น จนทำให้เธอได้เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการเล่นมิวสิวิดีโอเพลง “กันเอง” ของ “กัน เดอะสตาร์” และภาพยนตร์ เรื่อง “รักมันใหญ่มาก” ด้วยบทบาทที่เธอถนัดมากที่สุดคือ เด็กเรียนนาฏศิลป์
      
       “นาวเข้ามาวงการบันเทิงก็มีพี่ๆ โมเดลลิ่งมาเจอ ก่อนหน้านี้นาวไม่เคยคิดจะเข้ามาเลยค่ะ ทุกคนที่เข้ามาหานาว เราก็จะปฏิเสธตลอดเลยค่ะ แต่ไม่รู้ว่าทำไมพี่คนนี้นาวถึงตอบรับ”
        การแคสติ้งกับงานภาพยนตร์เรื่อง “รักมันใหญ่มาก” ที่ถ่ายทอดผ่านตัวละครที่นาวได้เล่นเป็นตัวเองในบทของนักเรียนนาฏศิลป์ เนื่องจากเรื่องราวในตอนที่เธอแสดงมาจากเรื่องราวจากชีวิตความรักในช่วงวัยเรียนของเธอเอง
      
       “ตอนแคสติ้ง พี่ๆ เขาก็ให้เราเล่าเรื่องราวความรักช่วงวัยเรียน ว่าเรามีความรักในช่วงวัยเรียนมั้ย เราก็เล่าไปค่ะ พี่ๆ เขาก็คิดว่าเป็นเรื่องที่แปลกดี ตัวละครในภาพยนตร์ก็เป็นเรื่องจริงตามเรื่องราวความรักของหนูเลยค่ะ”
      
       “เราก็รำๆ กันอยู่ ต่างคนต่างก็มองหน้ากัน อย่างโรงเรียนอื่นที่ไม่ใช่รำก็จำมองๆ กุ๊กกิ๊กกันตามประสาโรงเรียนอื่นนะ แต่นี้เหมือนอาย คนนี้รำอยู่ตรงนี้ อีกคนก็รำๆอยู่ก็แอบมองกันไปมาอย่างนี้ พี่เค้าก็สนใจแล้วก็ยกเรื่องความรักในวัยเรียนของนาวไปทำเป็นหนังเลยค่ะ”
      
       ที่ผ่านมากับภาพยนตร์เรื่องแรก หลายกระแสอาจจะมองว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวมีทั้งดีและไม่ดี สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ และมือใหม่อย่างนาวเองก็แสดงความคิดเห็นว่า บางคนที่บอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้อาจจะไปตรงกับชีวิตของใครหลายคนก็อาจจะบอกว่าตรงกับความรู้สึก หรือบางคนคิดว่ายังไม่ใช่ก็อาจจะยังไม่โดนเท่าไหร่ แม้จะมีคอมเม้นต์ที่ไม่ดี เธอเองก็ยังไม่ท้อใจ และคิดว่าเธอและทีมงานได้ทำอย่างดีที่สุดแล้ว


      
      
        อยากเป็นครูสอนนาฏศิลป์
      
       การเข้าสู่วงการบันเทิงไม่ใช่สิ่งที่สาวน้อยคนนี้ฝันเอาไว้ ทว่าความฝันของเธอคือการเป็น “แอร์โฮสเตส” เหตุเพราะเธอเองไม่ชอบวงการบันเทิงเอาเสียเลย แต่เมื่อได้ลองงานบันเทิงชิ้นแรกกับมิวสิควิดีโอ ทำให้เปลี่ยนความคิดของเธอได้
      
       “รู้สึกว่าไม่เคยคิดที่จะเข้ามาเลยนะ แต่พอเราทำเอ็มวีตัวแรกมันก็สนุกนะ กลายเป็นว่าเราชอบ มันสนุกดี แต่ก็ยังไม่ถึงกับรักมัน แค่สนุกเท่านั้น ที่อยากเป็นแอร์ฯ เพราะเป็นคนชอบเที่ยวด้วยค่ะ แต่พ่อไม่อยากให้เป็น พ่อบอกว่าไปเป็นคนใช้เค้าทำไม คือตอนนั้เราก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปแล้ว เพราะพ่อหนูเป็นข้าราชการ กงสุล คุณพ่อก็แล้วแต่หนูว่าจะทำอะไร”
      
       “เข้ามาวงการบันเทิง เพื่อนก็ติดตามผลงาน ตามประสาเพื่อนๆ แต่ผลงานเรื่องต่อไปก็จะมีบวงสรวงละครกับช่อง 7 เรื่องหอบรักมาห่มฟ้า ได้เล่นกับพี่ขวัญ พี่อ๊อฟ พี่กาย เรื่องนี้มีนางเอก พระเอก สองคู่ค่ะ หนูเล่นเป็นนางเอกคู่พี่กาย และอีกเรื่องหนึ่งเล่นเป็นน้องสาวพี่นุ่นค่ะ เพราะโครงหน้าคล้ายๆ กัน รับบทนางเอกก็ตื่นเต้นปนดีใจ เพราะพี่ๆ เขามืออาชีพกันทุกคนค่ะ กลัวไปทำแป๊กเหมือนกันนะ เพราะหนังกับละครต่างกันค่ะ หนูไม่เคยเล่นละครมาก่อน นี่เรื่องแรก ถ้าให้เทียบกันหนูว่า เล่นหนังยากกว่ารำอีกนะค่ะ”
      
       “ตอนนี้ถ้าไม่ได้อยู่วงการบันเทิง หนูอยากเป็นครูค่ะ เป็นครูสอนรำ เพราะว่าเราเรียนสายครูมาแล้ว เราเรียนมามีทั้งสายครูแล้วก็สายศิลปินไปเลยค่ะ คิดว่าเรียนครูดีกว่า เพราะได้วุฒิครูไปเลย ไม่ต้องไปสอบวุฒิครูอีก”
      
       … แม้ว่าเธอจะกำลังเข้าสู่วงการบันเทิง หากมองในอีกมุมหนึ่ง วงการบันเทิงไทยกำลังจะมีคุณครูนาฏศิลป์ที่จะทำให้รู้ว่าการรำไทยไม่ใช่เรื่องเชยๆ อีกต่อไป ในมุมมองคนรุ่นใหม่อย่าง “นาว-ทิสานาฏ ศรศึก”


<a href="http://www.youtube.com/watch?v=BAaxO7GytHk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=BAaxO7GytHk</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=GpZSQWazREI" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=GpZSQWazREI</a>

ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/1264
      บันทึกการเข้า
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออฟไลน์ ออฟไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 26%
* ** *
HP: 1.5%
* ** *
PD: 0.863
* ** *
Login Time : 24:10:36
Total Posts : 1213
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 1 ธันวาคม 2554, 20:48:17 »
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=MDpC3uDx0sY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=MDpC3uDx0sY</a>

ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/1264
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
หน้า: 1    ขึ้นบน พิมพ์
กระโดดไป:  


ถ้าคิดว่า ยังอยากยกเครื่องไปซ่อม บ่อยๆ ไม่ต้องอ่าน เสียเวลาเปล่า
เดี่ยวนี้ร้านคอมพิวเตอร์ มีอยู่มากมาย ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่
คุณภาพงานซ่อมก็แตกต่างกันไป ผมบอกตรงๆเลย งานซ่อมจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับช่างที่ซ่อมครับผม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ร้านใหญ่แล้วจะซ่อมดีกว่าร้านเล็กๆ ช่างที่มีประสบการณ์สูงๆ รอบบินไม่ต่ำกว่า 10 ปีเป็นต้นไปผมบอกก่อนเลย เขาไม่มาเป็นลูกน้องใครหรอกครับส่วนใหญ่ก็จะมาเปิดร้านรับทำเองซะมากกว่า ถ้าไม่เชื่อผมลองไปร้านคอมใหญ่ๆดูสักร้านซิครับแล้วขอดูหน้าช่างหน่อย แล้วคุณจะเชื่อผมเอง ผมเป็นช่างคอมคนหนึ่งเหมือนกันถ้าผมเป็นลูกน้องเขา ผมคิดอยู่อย่างเดียวเลย ทำให้เสร็จๆก็พอเพราะ ภาระมันไม่ได้ตกอยู่ที่ผม แต่ตกอยู่ที่ร้าน ร้านพวกนี้เปลี่ยนช่างไปเรื่อยๆครับ ส่วนใหญ่จะรับพวกมือใหม่พึ่งเรียนจบ ร้อนวิชา อยากทำงานถ้าคุณไม่เชื่อผมลองไปดูร้านคอมใหญ่ๆสักร้าน ไม่เกิน 6-24 เดือน พวกนี้เขาก็ออกกันแล้ว พวกนี้ไม่สู้งานหรอกครับเพราะ เงินเดือนน้อย ร้านก็ไม่ใช่ของเขา ทำงานตามกำลังเงิน แล้วคุณคิดเหรอว่าเขาจะ ตั้งใจเอาใจใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ คุณขนาดไหนการซ่อมคอมพิวเตอร์มีอยู่หนึ่งขั้นตอนแล้วเป็นขั้นตอนที่เหนื่อยที่สุด ไม่มีช่างคนไหน อยากจะทำหรอก นั้นคือการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ ย้ำว่าต้องทั้งภายนอกและภายในแล้วต้องรู้หลักการทำความสะอาดให้ถูกด้วย บางเครื่องทำยาก บางเครื่องทำง่าย ขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ของช่างแต่ล่ะคน แต่ที่ยากและหินจริงๆคือการแกะเครื่อง Notebook แต่ล่ะรุ่นบ้างรุ่นแกะโครตยาก บ้างรุ่นแกะโครตง่ายแตกต่างกันไปส่วนจะเชี่ยวชาญหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ฝีมือ และประสบการณ์การทำอยู่ดีอย่างผมซ่อมคอมมาไม่ต่ำกว่า 18 ปีซ่อมเครื่อง มาแล้ว เป็น 10,000 เครื่อง เกือบทุกรุ่นแล้วก็ว่าได้ กลายเป็นเรื่องง่ายไปแล้ว แต่สำหรับ มือใหม่ๆหรือช่างที่ประสบการณ์น้อยๆ แกะ Notebook ของพวกท่าน ถามว่าแกะได้ไหมผมบอกก่อนอาจแกะได้ แต่เกิดความเสียหายจาก Notebook ของท่านเป็นแน่แท้แกะไม่ถูกวิธีมีหัก มีเสียของ ลูกค้าไม่รู้หรอกครับผม เพราะ มันอยู่ ข้างใน 5555 ดูไม่ได้หรอก อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยมากๆชิ้นส่วนก็บางมากๆ เครื่องมือต้องพร้อมด้วยครับบอกก่อนไขควงต้องมีทุกเบอร์ ของอุปกรณ์ เอาไว้งัด อีกอย่าง ชุดระบายความร้อน ต้องครบจริงๆ
เรื่องลงโปรแกรม

การลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ
1.ลงแบบปกติ

ลงตามหลักการคอมพิวเตอร์เลย เป็นวิธีที่ดีที่สุดไม่เป็นที่นิยมกันแล้ว เพราะใช้เวลานานมากๆ ไม่ต่ำกว่า 5-10 ชั่งโมงร้านที่รับลงแบบนี้ บอกก่อนเลยครับว่า ต้องแน่จริงๆ ต้องอดทนมากๆกว่าจะทำเสร็จรับเงิน เหนื่อยสมองเอาเรื่องเลย แต่ลูกค้าจะได้ เครื่องที่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม ด้วยเทคโนโลยี ต่างๆ ที่เครื่องเรามีออกมาได้หมดเสถียรด้วยปัญหาจุกจิกน้อย เร็วด้วย เสียยากขึ้นโอกาศความผิดพลาด ทางด้านโปรแกรมมีน้อยมาก ทุกอย่างลงตัวสุดๆพูดมาขนาดนี้ ก็บอกก่อนเลยครับว่าผมใช้วิธีนี้อยู่ บ้างคนไม่เชื่อว่าจะลง นานขนาดนี้เลยเหรอ ผมยินดีให้ท่านนั่งดูผมทำจนเสร็จได้เลยครับผมถ้าท่านทนได้ อิอิ
2.ลงแบบ Ghost

พูดแล้วอาจจะงงๆ พูดง่ายๆคือ จับโปรแกรมมาโคลนนิ่งลงคอมเลยใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ก็เสร็จ ที่เขาให้ทิ้งเครื่องไว้ก่อน เพราะ ต้องการให้เวลา เป็น ค่ากำหนดของราคา ว่า ถ้า ได้รับเครื่องไปเลย จะไม่สมราคา แต่จริงๆ เสร็จนานแล้ว และ ลูกค้าก็ลองคิดดูเอานะ ครับว่าคุณภาพจะออกมาเป็นยังไง บอกให้ก็ได้ครับ ห่วยมากๆ เครื่องคุณจะเร็วแค่พักเดียว แล้วก็จะค้างช้า แฮงค์ รวนอีกเหมือนเดิมยกเข้าร้านคอมบ่อยขึ้น เพื่ออยากได้งานขายของ ขายสินค้า ช่างใหม่ๆใช้วิธีแบบนี้หมด เพราะ เสร็จเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาด้วย แต่เสียเวลาลูกค้า แน่นอนบางคนซื้อคอมพิวเตอร์วมาเครื่องล่ะ 25,000 บาทแล้วไปลงโปรแกรมแบบ Ghost 300 บาท ผมไม่อยากคิดภาพเลยว่ามันจะเป็นอย่างไง 5555 บอกตรงๆ ครับผม เสียของหมด ประสิทธิภาพที่ได้มา ก็ไม่เต็มที่แถมข้อมูลโปรแกรม กากๆ ไปอยู่ใน Harddisk เราอีก เสียดายคุณสมบัติดีๆ ของเครื่อง แทนเลยครับของดีและถูก ไม่มีหลอกครับ คุณภาพในการ ซ่อมก็ตามราคาเลยครับผมเห็นบ้างร้านรับลงโปรแกรม 100 บาท 200 บาท 300 บาท ไม่มีประกันงานซ่อมด้วยลงแบบลวกๆเอาแค่เปิดติดใช้ได้ เป็นอันเสร็จถ้าเครื่องเสีย ก็ทำอยู่แบบนี้วนไปวนมาอยู่เรื่อยๆ สุดท้ายเครื่องพัง เพราะยกไปยกมาอะไหล่มันไม่ได้ ทนทานอะไรมากนะครับ บอกก่อนเลยผมละเบื่อ พวกช่างแบบนี้จริงๆ ลูกค้าลองคิดดู เอานะครับว่ามันจะห่วยขนาดไหนแล้วเขาก็ทำตามราคาแหละครับ บางร้านลงถูก แต่โดนขโมยอุปกรณ์อีก ของแบบนี้ ดูยากครับต้องระวังอย่าคิดแค่ว่าถูกลงเร็ว แล้วจะดี มาใช้วิธี ีลงแบบคุณภาพตามข้อ ที่ 1 เถอะครับ เพื่อคอมพิวเตอร์สุดรักของท่าน จะได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ถ้าช่างคอมท่านไหนเข้ามาอ่าน ผมว่าอย่าเอาราคาเข้ามาแข่งกันเลย เอาผลงานออกมาแข่งกันจะดีกว่าครับผม ผลประโยชน์จะได้ทั้งร้านและลูกค้าของท่าน


คอมพิวเตอร์มีโอกาส เสีย ที่โปรแกรมประมาณ 90 % เสียที่อุปกรณ์ประมาณ 10 % และ 90 % ที่ต้องยกเครื่องไปร้าน และมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการใหม่ๆ เพิ่มได้อีก แต่จะดีใหม ถ้าทำ 90% ให้เหลือ 0 % -10 % จากการเสียของโปรแกรม และมีโอกาสเสี่ยงแค่ 10 % จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องยกไปร้าน และจะดียิ่งชึ้นถ้าทำ 10 % ให้เหลือ 0 % - 5 % ด้วยการทำความสะอาด อุปกรณ์ ตามเวลาที่กำหนด และทั้งหมดท่านมีความเสี่ยงที่จะต้องนำเครื่องไปซ่อมเพียง 0-15 % เท่านั้นเอง ไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าเชื่อผม คอมพิวเตอร์ของท่านจะมีอายุที่ยาวนานกว่าเครื่องอื่น ๆ ท่านว่าจริงใหม และจะดีกว่าใหม ถ้าไม่ต้องยกเครื่องไปร้าน แต่โปรแกรมสามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม