ชาวบ้าน ที่ไม่อยากโดนแบบนี้ ลองฟังกันดูนะครับ ก็แค่ทำให้ท่านเห็นว่า ร้านใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำดีเสมอไป ผมพูดจริง จากใน คลิปเสียง เปลี่ยน เพียง Battery CMOS ตามภาพ เท่านั้นเอง คิดราคา 1200 บาท ผม ก็คนทำไร่ ทำสวน 1200 เยอะเหมือนกันนะครับ ทั้งๆ ที่ Battery CMOS ก้อนละ 15-30 บาท เอง นี่ขนาดเป็นร้านต่างจังหวัดนะครับ คิดกัน ไม่เห็นใจลูกค้ากันเลย

หน้า: 1    ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ มวยหย่งชุน  (อ่าน 608 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 26%
* ** *
HP: 1.7%
* ** *
PD: 0.866
* ** *
Login Time : 24:10:36
Total Posts : 1213
Total Topic : 2743

เว็บไซต์
« เมื่อ: 4 มิถุนายน 2554, 09:44:18 »
ประวัติมวยหยงชุน วิชาของอาจารย์ ยิป มัน
   
 
ในรัชสมัยของกษัตริย์หยวนเช็งแห่งราชวงศ์ชิงวัดเสื้ยวลิ้มได้ถูกวางเพลิงโดยทหารมองโกลซึ่งศิษย์ทรยศหมานิงยี่ได้ช่วยให้ทหารมองโกลวางเพลิงสำเร็จโดยตนเองช่วยวางเพลิงจากภายในวัด การวางเพลิงครั้งนี้ส่งผลให้ 5 ปรมาจารย์อาวุโสพร้อมลูกศิษย์ต้องฝ่าทหารมองโกลลงสู่ภาคใต้ อาจารย์ทั้ง 5 คือ
- แม่ชีหวู่เหมย (หวึมเม่ย - กวางตุ้ง)
- จี้ส่าน (จีซิ่น - กวางตุ้ง)
- คิ้วขาวแป๊ะเหมย
- ฟองโตตั๊ก
- เมียวหิ่น
และยังมีศิษย์ฆราวาส เช่น หงซีกวน (หงเหกุ้น - กวางตุ้ง), ฟางซื่อยี่ (ฟงไสหยก - กวางตุ้ง), ลกอาชอย
ปรมาจารย์จี้ส่านสอนศิษย์ฆราวาสมากมายและได้นำศิษย์เหล่านี้เข้าต่อต้านแมนจู นำโดยศิษย์พี่ชื่อ หงชีกวน ตงชินกุน ฉอยอาฝกพวกเขาปฏิบัติการในเรือแดง โดยจี้ส่านได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวของคณะงิ้วเรือแดงหงชวนส่วนปรมาจารย์เมียวหิ่น และลูกสาวเมียวซุยฟ้า ได้หลบไปอยู่กับชาวเมี่ยวและเย้า ณพรมแดนระหว่างมลรัฐเสฉวนและยูนนาน

ปรมาจารย์หวู่เหมย หรือแม่ชีหวู่เหมย

ปรมาจารย์หวู่เหมยศิษย์พี่หญิงผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาปรมาจารย์ทั้ง 5 ได้หนีความวุ่นวายไปพำนักอยู่ที่วัดกระเรียนขาวบนเขาไทซานที่อยู่ระหว่างมลรัฐเสฉวนและยูนนาน

แม่ชีหวู่เหมยยังได้คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพกว่าวิทยายุทธ์ซึ่งเธอได้เรียนรู้ที่วัดเสี้ยวลิ้มท่านได้พบเคล็ดลับโดยบังเอิญ เมื่อเธอได้เห็นการต่อสู้ระหว่างจิ้งจอกและนกกระเรียนซึ่งจิ้งจอกจะวิ่งเวียนไปรอบๆ กระเรียนเป็นวงกลม หวังหาจังหวะจู่โจมในขณะที่กระเรียนยืนอยู่ในศูนย์กลางของวงกลม จะหันหน้าเข้าหาจิ้งจอกทุกครั้งเมื่อจิ้งจอกโจมตีด้วยกรงเล็บนกกระเรียนก็จะปัดด้วยปีกพร้อมกับตอบโต้ด้วยการจิกด้วยจงอยปาก ส่วนจิ้งจอกพยายามอาศัยความเร็วและความเจ้าเล่ห์ของมันแต่นกกระเรียนก็สามารถตั้งรับและตอบโต้ได้ทุกครั้งการต่อสู้ของจิ้งจอกและนกกระเรียนนี้ทำให้แม่ชีหวู่เหมยได้ค้นพบพื้นฐานของวิชาหมัดมวยชนิดใหม่

วิชาการต่อสู้ชนิดใหม่นี้ไม่ได้ถูกตั้งชื่อเป็นมวยจิ้งจอกหรือมวยกระเรียนเนื่องจากมวยชนิดนี้ไม่ได้เลียนแบบท่าทางของจิ้งจอกหรือนกกระเรียนหากแต่อาศัยหลักการต่อสู้อันแยบยลตามธรรมชาติของจิ้งจอกในการหลบหลีกการปะทะโดยใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเป็นวงกลมและการโจมตีที่เป็นเส้นตรงพุ่งเข้าสู่ศัตรูส่วนนกกระเรียนจะใช้หลักการในการหันเข้าหาศูนย์กลางของคู่ต่อสู้พร้อมกับการปิดป้องและโจมตีคู่ต่อสู้ไปพร้อมกันกรงเล็บ เขี้ยว จงอยปาก ปีก ได้ถูกทดแทนโดยหมัดและฝ่าเท้าซึ่งถูกคิดค้นให้ใช้ออกมาอย่างถูกสรีระของมนุษย์มากที่สุด

วิทยายุทธ์ชนิดใหม่นี้แตกต่างกับหลักวิทยายุทธ์เสี้ยวลิ้มเดิมโดยสิ้นเชิงแม่ชีได้ตัดกระบวนท่าอันซับซ้อนและเปลี่ยนเป็นกระบวนท่าที่กระชับอาศัยการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะโจมตีสู่เป้าหมายในระยะใกล้ในเวลาที่น้อยที่สุดและได้พลังโจมตีมากที่สุดด้วยกระบวนท่าในการฝึกฝนได้ถูกลดลงเหลือแค่มวยเพียงสามเส้น หุ่นไม้หนึ่งเส้นมีดคู่ฟันแปดท่าหนึ่งเส้น และกระบองหกแต้มครึ่ง ต่างกับมวยชนิดอื่นๆซึ่งอาจจะมีหลายสิบกระบวนท่ารำ ซึ่งยากแก่การจดจำและนำไปปฎิบัติ

อินหยงชุนหรือ หยิ่มหวิ่งชุน

อินหยงชุน อาศัยอยู่กับบิดาชื่อหยิ่มยีในมลรัฐกวางตุ้งหลังจากมารดาเสียชีวิตลง บิดาได้หมั้นหมายตนไว้กับพ่อค้าชื่อเหลียงป๊อกเชาชาวฮกเกี้ยน ซึ่งในขณะนั้นหย่งชุนยังเป็นเด็ก ต่อมาบิดาได้เข้าช่วยเหลือผู้อื่นจนมีคดีติดตัวต้องพาหย่งชุนหลบหนีไปยังพรมแดนระหว่างรัฐเสฉวนและยูนนานและทั้งคู่ได้ยังชีพด้วยการขายเต้าหู้อยู่ ณ เชิงเขาไทซาน (สถานที่ ที่แมชีหวู่เหมยหรือ ปรมาจารย์หวู่เหมย พำนักอยู่)

เนื่องจากที่หย่งชุนเป็นสาวงามจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเมื่อมีอันธพาลมาชอบพอหย่งชุนและบังคับให้เธอแต่งงานด้วยจึงทำให้ทั้งเธอและบิดาเป็นกังวลอย่างมาก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีจนบิดาของเธอได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้แม่ชีหวู่เหมยที่พำนักอยู่บนเขาไทซานฟังแม่ชีหวู่เหมยต้องการช่วยเหลือหยงชุน จึงรับหยงชุนเข้าเป็นศิษย์ให้ไปอาศัยอยู่บนเขาและฝึกวิทยายุทธ์แขนงใหม่ที่แม่ชีคิดค้นขึ้น จนเวลาผ่านไป 3 ปีหยงชุนได้ฝึกฝนได้คล่องแคล่วจนสามารถใช้ป้องกันตนเองได้แล้วหยงชุนจึงได้กลับมาหาบิดาอีกครั้ง

เป็นดังคาดอันธพาลคนเดิมได้มารังควาญอีกครั้ง คราวนี้หยงชุนไม่ได้หลีกเลี่ยงอีกต่อไปแต่ได้ท้าประลองกับอันธพาล และได้รับชัยชนะในเวลาอันสั้น

เหลียงป๊อกเชา และเหลียงล่านไกว

หลังจากนั้น หยงชุน ได้แต่งงานกับพ่อค้าเหลียงป๊อกเชาหยงชุนพยายามจะสอนวิทยายุทธ์ที่ได้ร่ำเรียนมาให้กับสามีของเธอหากแต่สามีไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นักเพราะตัวเขาเองก็ได้ร่ำเรียนมวยเสี้ยวลิ้มมาอย่างช่ำชองแล้วแต่เมื่อหยงชุนได้แสดงวิทยายุทธ์โดยการประมือกับสามีของเธอซึ่งทำให้สามีพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงยอมเรียนรู้วิชานี้จากหยงชุนและได้ตั้งชื่อวิทยายุทธ์นี้ตามชื่อภรรยาว่า "หยงชุน"

ต่อมาเหลียงป๊อกเชาได้สอนวิทยายุทธ์นี้ให้กับ เหลียงล่านไกว เมื่อเหลียงล่านไกวฝึกสำเร็จตัวเขาพยายามปกปิดไม่เผยแพร่วิทยายุทธ์หยงชุนนี้โดยมีครั้งหนึ่งได้ใช้วิทยายุทธ์นี้เข้าต่อสู้กับกลุ่มนักมวยที่กำลังรุมล้อมนักมวยผู้หนึ่ง
หว่องหว่าโปว และเหลียงหยี่ไท

เหลียงล่านไกว ได้สอนวิทยายุทธ์หยงชุนให้กับ

หว่องหว่าโปวและเหลี่ยงหยี่ไทได้รู้จักกัน

เหลียงจั่น

เมื่อเหลี่ยงหยี่ไทเกือบเข้าสู่วัยชรา

ทุกเย็นหลังเลิกงาน

ในขณะฝึกสอน "ฉานหว่าซุน" ได้แอบฝึกมวยหยงชุนโดยมองผ่านเข้ามาตามซอกประตู จนกระทั่งเหลียงจั่นจับได้เหลียงชุนได้ชวนให้ฉานหว่าซุ่นมาประลองกัน ในที่สุดเหลียงจั่นก็ยอมรับและรับฉานหว่าซุนเป็นศิษย์ด้วยอีกคนเหลียงจั่นได้ถ่ายทอดมวยหยงชุนให้กับบุตรชายทั้งสอง คือ "เหลียงชุน" และ "เหลียงปิ๊ก" รวมทั้ง "หมกหยั่นหว่า" (หว่าหุ่นไม้)ผู้มีแขนทั้งสองอันแข็งแรงได้สอนวิชามวยให้กับศิษย์เพียงคนเดียว คือ "เหลียงจั่น"ซึ่งเขาเป็นหมอแผนโบราณชื่อดังแห่งเมืองฝอสาน ในมลฑลกวางตุ้ง ต่อมาเหลียงจั่นได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งหมัดมวยหยงชุน หรือราชามวยประลองเนื่องจากนักมวยทั่วสารทิศได้มาท้าประลองกับเหลียงจั่นแต่ทุกคนก็ได้พ่ายแพ้ไปรู้สึกชอบพอถูกชะตา จนได้แลกเปลี่ยนวิชากัน หลังจากนั้นทั้งสองได้ดัดแปลงวิชากระบองหกแต้มครึ่งโดยประยุกต์หลักการฟังด้วยสัมผัสจากหมัดหยงชุน หรือ "ชี้เสา"และเรียกการฝึกฝนด้วยกระบองสัมผัสนี้ว่า "ชี้กวัน" (ที่เรียกว่า ชี้เสาคู่ฝึกจะใช้แขนสัมผัสกันตลอดการฝึกฝนโดยต่างฝ่ายจะฟังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจากการสัมผัสในขณะที่พยายามปิดป้องและโจมตีในเวลาเดียวกัน โดยใช้วิชามวยหยงชุนในระหว่างการฝึกในการฝึกแขนทั้งสองฝายจะต้องไม่หลุดสัมผัสหรือไม่แยกออกจากกันเลย) "หว่องหว่าโปว" นักแสดงงิ้วแห่งคณะงิ้วเรือแดง และบังเอิญที่ปรมาจารย์ จี้ส่านได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวเข้ามาในคณะงิ้วนี้ด้วย ในเวลานั้นปรมาจารย์จี้ส่านได้สอนลูกศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง และ "เหลี่ยงหยี่ไท" นายคัดท้ายเรือก็คือหนึ่งในจำนวนศิษย์ของเขาเหลี่ยงหยี่ไทได้ฝึกวิชากระบองหกแต้มครึ่งมาจากปรมาจารย์จี้ส่าน
 
ฉานหว่าซุนและลูกศิษย์

เมื่อฉานหว่าซุนฝึกวิชาสำเร็จต่อมาได้รับลูกศิษย์ไว้ทั้งหมด 16 คน ศิษย์คนโตชื่อว่า "หงึงชงโซว"และศิษย์คนสุดท้ายคือ "ยิปมัน"

ยิปมันเป็นลูกเศรษฐีแต่มีความสนใจในวิชาป้องกันตัวเป็นอย่างมาก เมื่อเขาอายุประมาณ 11 ปีได้นำเงินที่สะสมไว้ มาเพื่อขอเป็นศิษย์อาจารย์ฉานหว่าซุนแต่ฉานหว่าซุนกลับเห็นว่ายิปมันเป็นเด็ก อาจจะขโมยเงินจากผู้อื่นเพื่อมาเรียนจึงไม่ยอมรับ และได้ขอพบบิดาของยิปมัน

หลังจากทราบความจริงแล้วฉานหว่าซุนจึงได้รับยิปมันเป็นศิษย์คนสุดท้าย และสอนวิชาให้ยิปมันเป็นเวลา 6 ปีก่อนจะสิ้นชิวิตลง หลังจากนั้นยิปมันได้ฝึกฝนวิชาต่อจากศิษย์พี่ใหญ่หงึงชงโซว

ยิปมันได้ศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยความคะนองในวิชาได้ท้าประลองไปทั่วเกาะฮ่องกง ความหึกเฮิมมีมากขึ้นเมื่อเขาต่อสู้ชนะเสมอจนวันหนึ่งเขาได้ไปพบคนแก่คนหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่ามีความสามารถในวิชาหมัดเป็นอย่างมาก ด้วยความคะนองยิปมันจึงได้ขอทดสอบฝีมือด้วย แต่ต่อสู้ก็แพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้ทราบว่าคนแก่ผู้นั้น ก็คือ "เหลียงปิ๊ก" (ผู้เป็นอาจารย์อา) บุตรชายของเหลียงจั่น หรือศิษย์พี่ศิษย์น้องของฉานหว่าซุนนั่นเองเหลียงปิ๊กจึงได้รับยิปมันไว้เป็นศิษย์และถ่ายทอดวิชาเพิ่มเติมให้หลังจากยิปมันเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย (ขณะนั้นยิปมันอายุ 24 ปี)จึงลาอาจารย์เหลียงปิ๊กกลับสู่เมืองจีน และอาศัยอยู่ที่เมืองฝอซันหลังจากนั้นจึงแต่งงาน และมีบุตรชาย 1 คน
ยิบหมั่นและ ศิษยหลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปฎิวัติประเทศจีน ยิบมั่นจึงอพยบมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง และจึงเริ่มรับลูกศิษย์ทั่วไปมากมายมี ฮอกกิ่นเชียง และอื่นๆ อาจารย์เหล่านี้ได้เผยแพร่มวยหย่งชุนจนมีผู้ฝึกฝนทั่วโลกในบัจจุบันเป็นจำนวนมากมาย
บรู๊ซลีได้ไปอมเริกาและได้นำหมัดช่วงสั้นหนึ่งนิ้วและสามนิ้วไปสาธิตที่การแข่งขันศิลปป้องกันตัวของ ed parker ครูมวยคาราเต้รับบอเมริกันแคมโบ้ (American kempo) จนเป็นที่ตื่นเต้นแก่ผู้สนใจเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เคโต้ และอ้ายหนุ่มซินตึ้ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ยิบมั่นเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนักเมื่อยิบมั่นไม่ยอมถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้กับบรู๊ซได้ในเวลาอันสั้นด้วยความผิดหวัง บรู๊ซจึงได้คิดค้นมวยของตนเองขึ้นมาแล้วตัวชื่อว่า จิ๊ตคุนโด หรือวิชาหยุดหมัดสำหรับผู้ที่รู้จักมวยทั้งสองแล้วย่อมรู้ว่าบรู๊ซได้คงไว้ซึ่งหลักวิชาหย่งชุนไว้อย่างมาก
ยิบมั่นเสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1972 และถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ในยุคบัจุบันของหย่งชุน เคียงข้าง เซ็งหม่านชิง
(แต้หมั่งแช-แต้จิ๋ว) แห่งสำนักไทเก็ก ยูอิชิบ้าแห่งสำนักไอคิโด ส่วนบรู๊ซลีเสียชีวิตอีกหนึ่งปีถัดมา
เจี้ยงฮกกิ่น จูเสาไหล่ และอนันต์ ทินะพงศ์
บรู๊ซลีมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนและสำรักมวย ชื่อเจี๊ยงฮกกิ่น ทั้งคู่เรียนหนังสือและวิชาป้องกันตัวและออกประลองด้วยกัน ทั้งคู่ฝึกมวยหย่งชุนภายใต้การชี้แนะของยิบมั่นและศิษย์พี่จอมราวีหว่องซัมเหลียงและเจียงจกเฮง เจียงฮกกิ่นนอกจากการศึกษาวิชามวยหย่งชุนแลวยังได้ศึกษามวยไทเก็กตระกูลวู และบัจุบันได้สอนมวยทั้งสองชนิดนี้เป็นการส่วนตัวที่ รํฐลอสแองเจิลลิส อเมริกาและได้รับศิษย์เอกในวิชาหย่งชุนคือจูเสาไหล่
อาจารย์จูเสาไหล่ศึกษาศิลปป้องกันตัวตั้งแต่เล็กๆในวิชาคาราเต้โชชินริว ต่อมาได้ฝึกมวยตระกูลหงทั้งหมดในฐานะศิษย์เอกจากยี่จีเหว่ย ศิษย์อาจารย์ต๋องฟ้งศิษย์อาจารย์หวองเฟยหง อาจารย์จูเสาไหล่ได้ให้ความสนใจหมัดหย่งชุนมาเป็นเวลานานจึงได้เริ่มหัดมวยหยงชุนกับ อากว้าน ศิษย์หย่งชุนสำนักซีมเซียวซาน หลีหมุ่ยซาน ศิษย์อาจารย์หมุ่ยยัดศิษย์อาจารย์หยิบมั่น อาจารย์จูเสาไหล่ยังได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมจากอาจารย์หลุ่ยหยันซัน ราชากระบองแดนใต้และมวยซิ่งยี่หมัดจากใจและไทเก็ก อาจารย์จูเสาไหล่ยังศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ฮอกกิ่นเป็นครั้งคราวเมื่ออาจารย์อยู่ลอสแองเจิลลิส อเมริกา จึงได้กราบเป็นศิษย์อาจารย์ฮอกกิ่นจนถึงทุกวันนี้
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 11 ปี ในวิชาเทควันโด้และมวยเสี้ยวลิ้มใต้จากอาจารย์คันศรเป็นเวลา 6-7 ปี และมวยไทยเมื่อคุณพ่อได้เปิดค่ายมวยไทยหลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อที่อมเริกาขณะที่อยู่อมเริกาอาจารย์อนันต์ได้คลุกลีกับศิลปป้องกันตัวโดยตลอดโดยได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปกรณ์กีฬาป้องกันตัวเป็นเวลา10ปีที่นี่เองอาจารย์อนันต์ได้พบกับอาจารย์จูเสาไหล่จนเป็นมิตรที่สนิทและได้แลกเปลี่ยนวิชากันถ้าใครแพ้ก็ต้องเรียนวิชาอีกฝ่ายหนึ่งและก็ต้องถ่ายทอดสื่งที่ตนเรียนมาให้โดยไม่มีเงื่อนไข
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาหย่งชุนกับอาจารย์จูเสาไหล่เป็นเวลาหลายปีก่อนจะกลับเมืองไทยในปี คศ 1988
จากนั้นจึงเริ่มสอนวิชามวยหย่งชุน เป็นต้นมา
เครดิต อ.อนันต์ ทินะพงศ์

http://www.aikido-atthayooth.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=5

ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/672
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
หน้า: 1    ขึ้นบน พิมพ์
กระโดดไป:  


ถ้าคิดว่า ยังอยากยกเครื่องไปซ่อม บ่อยๆ ไม่ต้องอ่าน เสียเวลาเปล่า
เดี่ยวนี้ร้านคอมพิวเตอร์ มีอยู่มากมาย ทั้งร้านเล็กและร้านใหญ่
คุณภาพงานซ่อมก็แตกต่างกันไป ผมบอกตรงๆเลย งานซ่อมจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับช่างที่ซ่อมครับผม ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า ร้านใหญ่แล้วจะซ่อมดีกว่าร้านเล็กๆ ช่างที่มีประสบการณ์สูงๆ รอบบินไม่ต่ำกว่า 10 ปีเป็นต้นไปผมบอกก่อนเลย เขาไม่มาเป็นลูกน้องใครหรอกครับส่วนใหญ่ก็จะมาเปิดร้านรับทำเองซะมากกว่า ถ้าไม่เชื่อผมลองไปร้านคอมใหญ่ๆดูสักร้านซิครับแล้วขอดูหน้าช่างหน่อย แล้วคุณจะเชื่อผมเอง ผมเป็นช่างคอมคนหนึ่งเหมือนกันถ้าผมเป็นลูกน้องเขา ผมคิดอยู่อย่างเดียวเลย ทำให้เสร็จๆก็พอเพราะ ภาระมันไม่ได้ตกอยู่ที่ผม แต่ตกอยู่ที่ร้าน ร้านพวกนี้เปลี่ยนช่างไปเรื่อยๆครับ ส่วนใหญ่จะรับพวกมือใหม่พึ่งเรียนจบ ร้อนวิชา อยากทำงานถ้าคุณไม่เชื่อผมลองไปดูร้านคอมใหญ่ๆสักร้าน ไม่เกิน 6-24 เดือน พวกนี้เขาก็ออกกันแล้ว พวกนี้ไม่สู้งานหรอกครับเพราะ เงินเดือนน้อย ร้านก็ไม่ใช่ของเขา ทำงานตามกำลังเงิน แล้วคุณคิดเหรอว่าเขาจะ ตั้งใจเอาใจใส่เครื่องคอมพิวเตอร์ คุณขนาดไหนการซ่อมคอมพิวเตอร์มีอยู่หนึ่งขั้นตอนแล้วเป็นขั้นตอนที่เหนื่อยที่สุด ไม่มีช่างคนไหน อยากจะทำหรอก นั้นคือการทำความสะอาดคอมพิวเตอร์ ย้ำว่าต้องทั้งภายนอกและภายในแล้วต้องรู้หลักการทำความสะอาดให้ถูกด้วย บางเครื่องทำยาก บางเครื่องทำง่าย ขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ของช่างแต่ล่ะคน แต่ที่ยากและหินจริงๆคือการแกะเครื่อง Notebook แต่ล่ะรุ่นบ้างรุ่นแกะโครตยาก บ้างรุ่นแกะโครตง่ายแตกต่างกันไปส่วนจะเชี่ยวชาญหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับ ฝีมือ และประสบการณ์การทำอยู่ดีอย่างผมซ่อมคอมมาไม่ต่ำกว่า 18 ปีซ่อมเครื่อง มาแล้ว เป็น 10,000 เครื่อง เกือบทุกรุ่นแล้วก็ว่าได้ กลายเป็นเรื่องง่ายไปแล้ว แต่สำหรับ มือใหม่ๆหรือช่างที่ประสบการณ์น้อยๆ แกะ Notebook ของพวกท่าน ถามว่าแกะได้ไหมผมบอกก่อนอาจแกะได้ แต่เกิดความเสียหายจาก Notebook ของท่านเป็นแน่แท้แกะไม่ถูกวิธีมีหัก มีเสียของ ลูกค้าไม่รู้หรอกครับผม เพราะ มันอยู่ ข้างใน 5555 ดูไม่ได้หรอก อุปกรณ์ชิ้นเล็ก ชิ้นน้อยมากๆชิ้นส่วนก็บางมากๆ เครื่องมือต้องพร้อมด้วยครับบอกก่อนไขควงต้องมีทุกเบอร์ ของอุปกรณ์ เอาไว้งัด อีกอย่าง ชุดระบายความร้อน ต้องครบจริงๆ
เรื่องลงโปรแกรม

การลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทุกวันนี้มีอยู่ 2 แบบ คือ
1.ลงแบบปกติ

ลงตามหลักการคอมพิวเตอร์เลย เป็นวิธีที่ดีที่สุดไม่เป็นที่นิยมกันแล้ว เพราะใช้เวลานานมากๆ ไม่ต่ำกว่า 5-10 ชั่งโมงร้านที่รับลงแบบนี้ บอกก่อนเลยครับว่า ต้องแน่จริงๆ ต้องอดทนมากๆกว่าจะทำเสร็จรับเงิน เหนื่อยสมองเอาเรื่องเลย แต่ลูกค้าจะได้ เครื่องที่มีประสิทธิภาพเต็มเปี่ยม ด้วยเทคโนโลยี ต่างๆ ที่เครื่องเรามีออกมาได้หมดเสถียรด้วยปัญหาจุกจิกน้อย เร็วด้วย เสียยากขึ้นโอกาศความผิดพลาด ทางด้านโปรแกรมมีน้อยมาก ทุกอย่างลงตัวสุดๆพูดมาขนาดนี้ ก็บอกก่อนเลยครับว่าผมใช้วิธีนี้อยู่ บ้างคนไม่เชื่อว่าจะลง นานขนาดนี้เลยเหรอ ผมยินดีให้ท่านนั่งดูผมทำจนเสร็จได้เลยครับผมถ้าท่านทนได้ อิอิ
2.ลงแบบ Ghost

พูดแล้วอาจจะงงๆ พูดง่ายๆคือ จับโปรแกรมมาโคลนนิ่งลงคอมเลยใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที ก็เสร็จ ที่เขาให้ทิ้งเครื่องไว้ก่อน เพราะ ต้องการให้เวลา เป็น ค่ากำหนดของราคา ว่า ถ้า ได้รับเครื่องไปเลย จะไม่สมราคา แต่จริงๆ เสร็จนานแล้ว และ ลูกค้าก็ลองคิดดูเอานะ ครับว่าคุณภาพจะออกมาเป็นยังไง บอกให้ก็ได้ครับ ห่วยมากๆ เครื่องคุณจะเร็วแค่พักเดียว แล้วก็จะค้างช้า แฮงค์ รวนอีกเหมือนเดิมยกเข้าร้านคอมบ่อยขึ้น เพื่ออยากได้งานขายของ ขายสินค้า ช่างใหม่ๆใช้วิธีแบบนี้หมด เพราะ เสร็จเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาด้วย แต่เสียเวลาลูกค้า แน่นอนบางคนซื้อคอมพิวเตอร์วมาเครื่องล่ะ 25,000 บาทแล้วไปลงโปรแกรมแบบ Ghost 300 บาท ผมไม่อยากคิดภาพเลยว่ามันจะเป็นอย่างไง 5555 บอกตรงๆ ครับผม เสียของหมด ประสิทธิภาพที่ได้มา ก็ไม่เต็มที่แถมข้อมูลโปรแกรม กากๆ ไปอยู่ใน Harddisk เราอีก เสียดายคุณสมบัติดีๆ ของเครื่อง แทนเลยครับของดีและถูก ไม่มีหลอกครับ คุณภาพในการ ซ่อมก็ตามราคาเลยครับผมเห็นบ้างร้านรับลงโปรแกรม 100 บาท 200 บาท 300 บาท ไม่มีประกันงานซ่อมด้วยลงแบบลวกๆเอาแค่เปิดติดใช้ได้ เป็นอันเสร็จถ้าเครื่องเสีย ก็ทำอยู่แบบนี้วนไปวนมาอยู่เรื่อยๆ สุดท้ายเครื่องพัง เพราะยกไปยกมาอะไหล่มันไม่ได้ ทนทานอะไรมากนะครับ บอกก่อนเลยผมละเบื่อ พวกช่างแบบนี้จริงๆ ลูกค้าลองคิดดู เอานะครับว่ามันจะห่วยขนาดไหนแล้วเขาก็ทำตามราคาแหละครับ บางร้านลงถูก แต่โดนขโมยอุปกรณ์อีก ของแบบนี้ ดูยากครับต้องระวังอย่าคิดแค่ว่าถูกลงเร็ว แล้วจะดี มาใช้วิธี ีลงแบบคุณภาพตามข้อ ที่ 1 เถอะครับ เพื่อคอมพิวเตอร์สุดรักของท่าน จะได้ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ถ้าช่างคอมท่านไหนเข้ามาอ่าน ผมว่าอย่าเอาราคาเข้ามาแข่งกันเลย เอาผลงานออกมาแข่งกันจะดีกว่าครับผม ผลประโยชน์จะได้ทั้งร้านและลูกค้าของท่าน


คอมพิวเตอร์มีโอกาส เสีย ที่โปรแกรมประมาณ 90 % เสียที่อุปกรณ์ประมาณ 10 % และ 90 % ที่ต้องยกเครื่องไปร้าน และมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการใหม่ๆ เพิ่มได้อีก แต่จะดีใหม ถ้าทำ 90% ให้เหลือ 0 % -10 % จากการเสียของโปรแกรม และมีโอกาสเสี่ยงแค่ 10 % จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องยกไปร้าน และจะดียิ่งชึ้นถ้าทำ 10 % ให้เหลือ 0 % - 5 % ด้วยการทำความสะอาด อุปกรณ์ ตามเวลาที่กำหนด และทั้งหมดท่านมีความเสี่ยงที่จะต้องนำเครื่องไปซ่อมเพียง 0-15 % เท่านั้นเอง ไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าเชื่อผม คอมพิวเตอร์ของท่านจะมีอายุที่ยาวนานกว่าเครื่องอื่น ๆ ท่านว่าจริงใหม และจะดีกว่าใหม ถ้าไม่ต้องยกเครื่องไปร้าน แต่โปรแกรมสามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม