ชาวบ้าน ที่ไม่อยากโดนแบบนี้ ลองฟังกันดูนะครับ ก็แค่ทำให้ท่านเห็นว่า ร้านใหญ่ไม่จำเป็นต้องทำดีเสมอไป ผมพูดจริง จากใน คลิปเสียง เปลี่ยน เพียง Battery CMOS ตามภาพ เท่านั้นเอง คิดราคา 1200 บาท ผม ก็คนทำไร่ ทำสวน 1200 เยอะเหมือนกันนะครับ ทั้งๆ ที่ Battery CMOS ก้อนละ 15-30 บาท เอง นี่ขนาดเป็นร้านต่างจังหวัดนะครับ คิดกัน ไม่เห็นใจลูกค้ากันเลย

หน้า: 1    ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ มวยหย่งชุน  (อ่าน 694 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทำให้ดีที่สุด
*
*
ฝั่งฟ้าทะเลฝันและเกียวคลื่น
คะแนนน้ำใจ: 11
ออนไลน์ ออนไลน์
เพศ: ชาย  Age: 39  Thailand
Level 28 : Exp 55%
* ** *
HP: 3%
* ** *
PD: 0.800
* ** *
Login Time : 27:20:26
Total Posts : 1241
Total Topic : 2769

เว็บไซต์
« เมื่อ: 4 มิถุนายน 2554, 09:44:18 »
ประวัติมวยหยงชุน วิชาของอาจารย์ ยิป มัน
   
 
ในรัชสมัยของกษัตริย์หยวนเช็งแห่งราชวงศ์ชิงวัดเสื้ยวลิ้มได้ถูกวางเพลิงโดยทหารมองโกลซึ่งศิษย์ทรยศหมานิงยี่ได้ช่วยให้ทหารมองโกลวางเพลิงสำเร็จโดยตนเองช่วยวางเพลิงจากภายในวัด การวางเพลิงครั้งนี้ส่งผลให้ 5 ปรมาจารย์อาวุโสพร้อมลูกศิษย์ต้องฝ่าทหารมองโกลลงสู่ภาคใต้ อาจารย์ทั้ง 5 คือ
- แม่ชีหวู่เหมย (หวึมเม่ย - กวางตุ้ง)
- จี้ส่าน (จีซิ่น - กวางตุ้ง)
- คิ้วขาวแป๊ะเหมย
- ฟองโตตั๊ก
- เมียวหิ่น
และยังมีศิษย์ฆราวาส เช่น หงซีกวน (หงเหกุ้น - กวางตุ้ง), ฟางซื่อยี่ (ฟงไสหยก - กวางตุ้ง), ลกอาชอย
ปรมาจารย์จี้ส่านสอนศิษย์ฆราวาสมากมายและได้นำศิษย์เหล่านี้เข้าต่อต้านแมนจู นำโดยศิษย์พี่ชื่อ หงชีกวน ตงชินกุน ฉอยอาฝกพวกเขาปฏิบัติการในเรือแดง โดยจี้ส่านได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวของคณะงิ้วเรือแดงหงชวนส่วนปรมาจารย์เมียวหิ่น และลูกสาวเมียวซุยฟ้า ได้หลบไปอยู่กับชาวเมี่ยวและเย้า ณพรมแดนระหว่างมลรัฐเสฉวนและยูนนาน

ปรมาจารย์หวู่เหมย หรือแม่ชีหวู่เหมย

ปรมาจารย์หวู่เหมยศิษย์พี่หญิงผู้อาวุโสที่สุดในบรรดาปรมาจารย์ทั้ง 5 ได้หนีความวุ่นวายไปพำนักอยู่ที่วัดกระเรียนขาวบนเขาไทซานที่อยู่ระหว่างมลรัฐเสฉวนและยูนนาน

แม่ชีหวู่เหมยยังได้คิดค้นวิทยายุทธ์แขนงใหม่ซึ่งแตกต่างและมีประสิทธิภาพกว่าวิทยายุทธ์ซึ่งเธอได้เรียนรู้ที่วัดเสี้ยวลิ้มท่านได้พบเคล็ดลับโดยบังเอิญ เมื่อเธอได้เห็นการต่อสู้ระหว่างจิ้งจอกและนกกระเรียนซึ่งจิ้งจอกจะวิ่งเวียนไปรอบๆ กระเรียนเป็นวงกลม หวังหาจังหวะจู่โจมในขณะที่กระเรียนยืนอยู่ในศูนย์กลางของวงกลม จะหันหน้าเข้าหาจิ้งจอกทุกครั้งเมื่อจิ้งจอกโจมตีด้วยกรงเล็บนกกระเรียนก็จะปัดด้วยปีกพร้อมกับตอบโต้ด้วยการจิกด้วยจงอยปาก ส่วนจิ้งจอกพยายามอาศัยความเร็วและความเจ้าเล่ห์ของมันแต่นกกระเรียนก็สามารถตั้งรับและตอบโต้ได้ทุกครั้งการต่อสู้ของจิ้งจอกและนกกระเรียนนี้ทำให้แม่ชีหวู่เหมยได้ค้นพบพื้นฐานของวิชาหมัดมวยชนิดใหม่

วิชาการต่อสู้ชนิดใหม่นี้ไม่ได้ถูกตั้งชื่อเป็นมวยจิ้งจอกหรือมวยกระเรียนเนื่องจากมวยชนิดนี้ไม่ได้เลียนแบบท่าทางของจิ้งจอกหรือนกกระเรียนหากแต่อาศัยหลักการต่อสู้อันแยบยลตามธรรมชาติของจิ้งจอกในการหลบหลีกการปะทะโดยใช้การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเป็นวงกลมและการโจมตีที่เป็นเส้นตรงพุ่งเข้าสู่ศัตรูส่วนนกกระเรียนจะใช้หลักการในการหันเข้าหาศูนย์กลางของคู่ต่อสู้พร้อมกับการปิดป้องและโจมตีคู่ต่อสู้ไปพร้อมกันกรงเล็บ เขี้ยว จงอยปาก ปีก ได้ถูกทดแทนโดยหมัดและฝ่าเท้าซึ่งถูกคิดค้นให้ใช้ออกมาอย่างถูกสรีระของมนุษย์มากที่สุด

วิทยายุทธ์ชนิดใหม่นี้แตกต่างกับหลักวิทยายุทธ์เสี้ยวลิ้มเดิมโดยสิ้นเชิงแม่ชีได้ตัดกระบวนท่าอันซับซ้อนและเปลี่ยนเป็นกระบวนท่าที่กระชับอาศัยการเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดเพื่อที่จะโจมตีสู่เป้าหมายในระยะใกล้ในเวลาที่น้อยที่สุดและได้พลังโจมตีมากที่สุดด้วยกระบวนท่าในการฝึกฝนได้ถูกลดลงเหลือแค่มวยเพียงสามเส้น หุ่นไม้หนึ่งเส้นมีดคู่ฟันแปดท่าหนึ่งเส้น และกระบองหกแต้มครึ่ง ต่างกับมวยชนิดอื่นๆซึ่งอาจจะมีหลายสิบกระบวนท่ารำ ซึ่งยากแก่การจดจำและนำไปปฎิบัติ

อินหยงชุนหรือ หยิ่มหวิ่งชุน

อินหยงชุน อาศัยอยู่กับบิดาชื่อหยิ่มยีในมลรัฐกวางตุ้งหลังจากมารดาเสียชีวิตลง บิดาได้หมั้นหมายตนไว้กับพ่อค้าชื่อเหลียงป๊อกเชาชาวฮกเกี้ยน ซึ่งในขณะนั้นหย่งชุนยังเป็นเด็ก ต่อมาบิดาได้เข้าช่วยเหลือผู้อื่นจนมีคดีติดตัวต้องพาหย่งชุนหลบหนีไปยังพรมแดนระหว่างรัฐเสฉวนและยูนนานและทั้งคู่ได้ยังชีพด้วยการขายเต้าหู้อยู่ ณ เชิงเขาไทซาน (สถานที่ ที่แมชีหวู่เหมยหรือ ปรมาจารย์หวู่เหมย พำนักอยู่)

เนื่องจากที่หย่งชุนเป็นสาวงามจนเป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนเมื่อมีอันธพาลมาชอบพอหย่งชุนและบังคับให้เธอแต่งงานด้วยจึงทำให้ทั้งเธอและบิดาเป็นกังวลอย่างมาก ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดีจนบิดาของเธอได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้แม่ชีหวู่เหมยที่พำนักอยู่บนเขาไทซานฟังแม่ชีหวู่เหมยต้องการช่วยเหลือหยงชุน จึงรับหยงชุนเข้าเป็นศิษย์ให้ไปอาศัยอยู่บนเขาและฝึกวิทยายุทธ์แขนงใหม่ที่แม่ชีคิดค้นขึ้น จนเวลาผ่านไป 3 ปีหยงชุนได้ฝึกฝนได้คล่องแคล่วจนสามารถใช้ป้องกันตนเองได้แล้วหยงชุนจึงได้กลับมาหาบิดาอีกครั้ง

เป็นดังคาดอันธพาลคนเดิมได้มารังควาญอีกครั้ง คราวนี้หยงชุนไม่ได้หลีกเลี่ยงอีกต่อไปแต่ได้ท้าประลองกับอันธพาล และได้รับชัยชนะในเวลาอันสั้น

เหลียงป๊อกเชา และเหลียงล่านไกว

หลังจากนั้น หยงชุน ได้แต่งงานกับพ่อค้าเหลียงป๊อกเชาหยงชุนพยายามจะสอนวิทยายุทธ์ที่ได้ร่ำเรียนมาให้กับสามีของเธอหากแต่สามีไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่นักเพราะตัวเขาเองก็ได้ร่ำเรียนมวยเสี้ยวลิ้มมาอย่างช่ำชองแล้วแต่เมื่อหยงชุนได้แสดงวิทยายุทธ์โดยการประมือกับสามีของเธอซึ่งทำให้สามีพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจึงยอมเรียนรู้วิชานี้จากหยงชุนและได้ตั้งชื่อวิทยายุทธ์นี้ตามชื่อภรรยาว่า "หยงชุน"

ต่อมาเหลียงป๊อกเชาได้สอนวิทยายุทธ์นี้ให้กับ เหลียงล่านไกว เมื่อเหลียงล่านไกวฝึกสำเร็จตัวเขาพยายามปกปิดไม่เผยแพร่วิทยายุทธ์หยงชุนนี้โดยมีครั้งหนึ่งได้ใช้วิทยายุทธ์นี้เข้าต่อสู้กับกลุ่มนักมวยที่กำลังรุมล้อมนักมวยผู้หนึ่ง
หว่องหว่าโปว และเหลียงหยี่ไท

เหลียงล่านไกว ได้สอนวิทยายุทธ์หยงชุนให้กับ

หว่องหว่าโปวและเหลี่ยงหยี่ไทได้รู้จักกัน

เหลียงจั่น

เมื่อเหลี่ยงหยี่ไทเกือบเข้าสู่วัยชรา

ทุกเย็นหลังเลิกงาน

ในขณะฝึกสอน "ฉานหว่าซุน" ได้แอบฝึกมวยหยงชุนโดยมองผ่านเข้ามาตามซอกประตู จนกระทั่งเหลียงจั่นจับได้เหลียงชุนได้ชวนให้ฉานหว่าซุ่นมาประลองกัน ในที่สุดเหลียงจั่นก็ยอมรับและรับฉานหว่าซุนเป็นศิษย์ด้วยอีกคนเหลียงจั่นได้ถ่ายทอดมวยหยงชุนให้กับบุตรชายทั้งสอง คือ "เหลียงชุน" และ "เหลียงปิ๊ก" รวมทั้ง "หมกหยั่นหว่า" (หว่าหุ่นไม้)ผู้มีแขนทั้งสองอันแข็งแรงได้สอนวิชามวยให้กับศิษย์เพียงคนเดียว คือ "เหลียงจั่น"ซึ่งเขาเป็นหมอแผนโบราณชื่อดังแห่งเมืองฝอสาน ในมลฑลกวางตุ้ง ต่อมาเหลียงจั่นได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งหมัดมวยหยงชุน หรือราชามวยประลองเนื่องจากนักมวยทั่วสารทิศได้มาท้าประลองกับเหลียงจั่นแต่ทุกคนก็ได้พ่ายแพ้ไปรู้สึกชอบพอถูกชะตา จนได้แลกเปลี่ยนวิชากัน หลังจากนั้นทั้งสองได้ดัดแปลงวิชากระบองหกแต้มครึ่งโดยประยุกต์หลักการฟังด้วยสัมผัสจากหมัดหยงชุน หรือ "ชี้เสา"และเรียกการฝึกฝนด้วยกระบองสัมผัสนี้ว่า "ชี้กวัน" (ที่เรียกว่า ชี้เสาคู่ฝึกจะใช้แขนสัมผัสกันตลอดการฝึกฝนโดยต่างฝ่ายจะฟังการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายจากการสัมผัสในขณะที่พยายามปิดป้องและโจมตีในเวลาเดียวกัน โดยใช้วิชามวยหยงชุนในระหว่างการฝึกในการฝึกแขนทั้งสองฝายจะต้องไม่หลุดสัมผัสหรือไม่แยกออกจากกันเลย) "หว่องหว่าโปว" นักแสดงงิ้วแห่งคณะงิ้วเรือแดง และบังเอิญที่ปรมาจารย์ จี้ส่านได้ปลอมตัวเป็นพ่อครัวเข้ามาในคณะงิ้วนี้ด้วย ในเวลานั้นปรมาจารย์จี้ส่านได้สอนลูกศิษย์อยู่จำนวนหนึ่ง และ "เหลี่ยงหยี่ไท" นายคัดท้ายเรือก็คือหนึ่งในจำนวนศิษย์ของเขาเหลี่ยงหยี่ไทได้ฝึกวิชากระบองหกแต้มครึ่งมาจากปรมาจารย์จี้ส่าน
 
ฉานหว่าซุนและลูกศิษย์

เมื่อฉานหว่าซุนฝึกวิชาสำเร็จต่อมาได้รับลูกศิษย์ไว้ทั้งหมด 16 คน ศิษย์คนโตชื่อว่า "หงึงชงโซว"และศิษย์คนสุดท้ายคือ "ยิปมัน"

ยิปมันเป็นลูกเศรษฐีแต่มีความสนใจในวิชาป้องกันตัวเป็นอย่างมาก เมื่อเขาอายุประมาณ 11 ปีได้นำเงินที่สะสมไว้ มาเพื่อขอเป็นศิษย์อาจารย์ฉานหว่าซุนแต่ฉานหว่าซุนกลับเห็นว่ายิปมันเป็นเด็ก อาจจะขโมยเงินจากผู้อื่นเพื่อมาเรียนจึงไม่ยอมรับ และได้ขอพบบิดาของยิปมัน

หลังจากทราบความจริงแล้วฉานหว่าซุนจึงได้รับยิปมันเป็นศิษย์คนสุดท้าย และสอนวิชาให้ยิปมันเป็นเวลา 6 ปีก่อนจะสิ้นชิวิตลง หลังจากนั้นยิปมันได้ฝึกฝนวิชาต่อจากศิษย์พี่ใหญ่หงึงชงโซว

ยิปมันได้ศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยความคะนองในวิชาได้ท้าประลองไปทั่วเกาะฮ่องกง ความหึกเฮิมมีมากขึ้นเมื่อเขาต่อสู้ชนะเสมอจนวันหนึ่งเขาได้ไปพบคนแก่คนหนึ่งซึ่งผู้คนรู้จักกันดีว่ามีความสามารถในวิชาหมัดเป็นอย่างมาก ด้วยความคะนองยิปมันจึงได้ขอทดสอบฝีมือด้วย แต่ต่อสู้ก็แพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้ทราบว่าคนแก่ผู้นั้น ก็คือ "เหลียงปิ๊ก" (ผู้เป็นอาจารย์อา) บุตรชายของเหลียงจั่น หรือศิษย์พี่ศิษย์น้องของฉานหว่าซุนนั่นเองเหลียงปิ๊กจึงได้รับยิปมันไว้เป็นศิษย์และถ่ายทอดวิชาเพิ่มเติมให้หลังจากยิปมันเรียนจบมัธยมศึกษาตอนปลาย (ขณะนั้นยิปมันอายุ 24 ปี)จึงลาอาจารย์เหลียงปิ๊กกลับสู่เมืองจีน และอาศัยอยู่ที่เมืองฝอซันหลังจากนั้นจึงแต่งงาน และมีบุตรชาย 1 คน
ยิบหมั่นและ ศิษยหลังจากที่คอมมิวนิสต์เข้าปฎิวัติประเทศจีน ยิบมั่นจึงอพยบมาที่ฮ่องกงอีกครั้ง และจึงเริ่มรับลูกศิษย์ทั่วไปมากมายมี ฮอกกิ่นเชียง และอื่นๆ อาจารย์เหล่านี้ได้เผยแพร่มวยหย่งชุนจนมีผู้ฝึกฝนทั่วโลกในบัจจุบันเป็นจำนวนมากมาย
บรู๊ซลีได้ไปอมเริกาและได้นำหมัดช่วงสั้นหนึ่งนิ้วและสามนิ้วไปสาธิตที่การแข่งขันศิลปป้องกันตัวของ ed parker ครูมวยคาราเต้รับบอเมริกันแคมโบ้ (American kempo) จนเป็นที่ตื่นเต้นแก่ผู้สนใจเป็นจำนวนมากและเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ เคโต้ และอ้ายหนุ่มซินตึ้ง ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ยิบมั่นเป็นไปอย่างไม่ราบรื่นนักเมื่อยิบมั่นไม่ยอมถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้กับบรู๊ซได้ในเวลาอันสั้นด้วยความผิดหวัง บรู๊ซจึงได้คิดค้นมวยของตนเองขึ้นมาแล้วตัวชื่อว่า จิ๊ตคุนโด หรือวิชาหยุดหมัดสำหรับผู้ที่รู้จักมวยทั้งสองแล้วย่อมรู้ว่าบรู๊ซได้คงไว้ซึ่งหลักวิชาหย่งชุนไว้อย่างมาก
ยิบมั่นเสียชีวิตลงในปี ค.ศ 1972 และถูกยกย่องให้เป็นปรมาจารย์ในยุคบัจุบันของหย่งชุน เคียงข้าง เซ็งหม่านชิง
(แต้หมั่งแช-แต้จิ๋ว) แห่งสำนักไทเก็ก ยูอิชิบ้าแห่งสำนักไอคิโด ส่วนบรู๊ซลีเสียชีวิตอีกหนึ่งปีถัดมา
เจี้ยงฮกกิ่น จูเสาไหล่ และอนันต์ ทินะพงศ์
บรู๊ซลีมีเพื่อนสนิทในโรงเรียนและสำรักมวย ชื่อเจี๊ยงฮกกิ่น ทั้งคู่เรียนหนังสือและวิชาป้องกันตัวและออกประลองด้วยกัน ทั้งคู่ฝึกมวยหย่งชุนภายใต้การชี้แนะของยิบมั่นและศิษย์พี่จอมราวีหว่องซัมเหลียงและเจียงจกเฮง เจียงฮกกิ่นนอกจากการศึกษาวิชามวยหย่งชุนแลวยังได้ศึกษามวยไทเก็กตระกูลวู และบัจุบันได้สอนมวยทั้งสองชนิดนี้เป็นการส่วนตัวที่ รํฐลอสแองเจิลลิส อเมริกาและได้รับศิษย์เอกในวิชาหย่งชุนคือจูเสาไหล่
อาจารย์จูเสาไหล่ศึกษาศิลปป้องกันตัวตั้งแต่เล็กๆในวิชาคาราเต้โชชินริว ต่อมาได้ฝึกมวยตระกูลหงทั้งหมดในฐานะศิษย์เอกจากยี่จีเหว่ย ศิษย์อาจารย์ต๋องฟ้งศิษย์อาจารย์หวองเฟยหง อาจารย์จูเสาไหล่ได้ให้ความสนใจหมัดหย่งชุนมาเป็นเวลานานจึงได้เริ่มหัดมวยหยงชุนกับ อากว้าน ศิษย์หย่งชุนสำนักซีมเซียวซาน หลีหมุ่ยซาน ศิษย์อาจารย์หมุ่ยยัดศิษย์อาจารย์หยิบมั่น อาจารย์จูเสาไหล่ยังได้พัฒนาตัวเองเพิ่มเติมจากอาจารย์หลุ่ยหยันซัน ราชากระบองแดนใต้และมวยซิ่งยี่หมัดจากใจและไทเก็ก อาจารย์จูเสาไหล่ยังศึกษาเพิ่มเติมจากอาจารย์ฮอกกิ่นเป็นครั้งคราวเมื่ออาจารย์อยู่ลอสแองเจิลลิส อเมริกา จึงได้กราบเป็นศิษย์อาจารย์ฮอกกิ่นจนถึงทุกวันนี้
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาป้องกันตัวตั้งแต่อายุ 11 ปี ในวิชาเทควันโด้และมวยเสี้ยวลิ้มใต้จากอาจารย์คันศรเป็นเวลา 6-7 ปี และมวยไทยเมื่อคุณพ่อได้เปิดค่ายมวยไทยหลังจากนั้นจึงเดินทางไปเรียนต่อที่อมเริกาขณะที่อยู่อมเริกาอาจารย์อนันต์ได้คลุกลีกับศิลปป้องกันตัวโดยตลอดโดยได้เป็นผู้จัดการฝ่ายขายอุปกรณ์กีฬาป้องกันตัวเป็นเวลา10ปีที่นี่เองอาจารย์อนันต์ได้พบกับอาจารย์จูเสาไหล่จนเป็นมิตรที่สนิทและได้แลกเปลี่ยนวิชากันถ้าใครแพ้ก็ต้องเรียนวิชาอีกฝ่ายหนึ่งและก็ต้องถ่ายทอดสื่งที่ตนเรียนมาให้โดยไม่มีเงื่อนไข
อาจารย์อนันต์ได้เรียนรู้วิชาหย่งชุนกับอาจารย์จูเสาไหล่เป็นเวลาหลายปีก่อนจะกลับเมืองไทยในปี คศ 1988
จากนั้นจึงเริ่มสอนวิชามวยหย่งชุน เป็นต้นมา
เครดิต อ.อนันต์ ทินะพงศ์

http://www.aikido-atthayooth.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=5

ลิงค์หัวข้อ: http://vr2800.com/topic/672
      บันทึกการเข้า
ปัจจุบันช่าง ซ่อมคอมพิวเตอร์ แถบไม่เหลือแล้ว เหลือแต่เพียงช่างลงโปรแกรมเท่านั้น
 
หน้า: 1    ขึ้นบน พิมพ์
กระโดดไป:  


คอมพิวเตอร์มีโอกาส เสีย ที่โปรแกรมประมาณ 90 % เสียที่อุปกรณ์ประมาณ 10 % และ 90 % ที่ต้องยกเครื่องไปร้าน และมีโอกาสเสี่ยงต่ออาการใหม่ๆ เพิ่มได้อีก แต่จะดีใหม ถ้าทำ 90% ให้เหลือ 0 % -10 % จากการเสียของโปรแกรม และมีโอกาสเสี่ยงแค่ 10 % จากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ที่จะต้องยกไปร้าน และจะดียิ่งชึ้นถ้าทำ 10 % ให้เหลือ 0 % - 5 % ด้วยการทำความสะอาด อุปกรณ์ ตามเวลาที่กำหนด และทั้งหมดท่านมีความเสี่ยงที่จะต้องนำเครื่องไปซ่อมเพียง 0-15 % เท่านั้นเอง ไม่ดีกว่าหรือครับ ถ้าเชื่อผม คอมพิวเตอร์ของท่านจะมีอายุที่ยาวนานกว่าเครื่องอื่น ๆ ท่านว่าจริงใหม และจะดีกว่าใหม ถ้าไม่ต้องยกเครื่องไปร้าน แต่โปรแกรมสามารถกลับมาใช้ได้เหมือนเดิม